วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

การรักษา

การรักษาด้วยแพทย์แผนจีน
       ปัญหาโรคกระดูกคอ ก่อให้เกิดอาการต่างๆ มากมาย เป้าหมายสำคัญของการรักษาของแพทย์แผนจีน คือ ขจัดต้นเหตุของความเสื่อมถอย และรักษาอาการที่แสดงออกมา ฟื้นฟูสมรรถภาพและเสริมความแข็งแรงของร่างกาย เพื่อลดผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน วิธีการรักษาประกอบด้วย การฝังเข็ม ครอบกระปุก กวาซา ทุยหนาและการใช้ยาจีน
       การฝังเข็มช่วยทะลวงเส้นลมปราณ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต คลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ ลดความเจ็บปวด นอกจากนี้การทุยหนากระดูกและหัตถการของแพทย์แผนจีน ยังสามารถแก้ไขพยาธิสภาพของกระดูกและเส้นเอ็น อาทิ ข้อต่อผิดปกติ กระดูกคอเคลื่อน เนื้อเยื่ออ่อนติด และกระดูกคอโค้งผิดรูป ให้กลับเป็นปกติ จึงช่วยลดสาเหตุของโรคกระดูก การแพทย์แผนจีนยังมีเทคนิคเฉพาะโดยการใช้ยาทั้งจากภายนอกและภายใน ซึ่งสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันที เสริมความแข็งแรงของกระดูกและชะลอความเสื่อม 
       เล่อคังคลินิกได้ใช้เทคนิคใหม่ล่าสุดนี้เพื่อรักษาโรคกระดูกคอ และอาการปวด ชา ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยการผลักยาจีนเข้าสู่ระบบเส้นลมปราณบริเวณที่เป็นโรค ช่วยระงับปวดลดการอักเสบ เป็นการรักษาวิธีหนึ่งที่ได้ผลทันที

โรคที่เกี่ยวข้องกับสังคมก้มหน้า

ปัญหากระดูกคอ อาการอาจร้ายแรงถึงอัมพาต       กระดูกคอประกอบด้วยกระดูก 7 ชิ้น ทำหน้าที่ในการพยุงศีรษะโดยรอบๆ กระดูกคอมีเส้นประสาทและกล้ามเนื้อจำนวนมาก ปกติกระดูกคอจะมีลักษณะโค้งตามธรรมชาติ แต่หากมีท่าทางที่ผิดปกติเป็นเวลานาน เช่น ก้มหน้านานซึ่งจะกดทับกระดูกคอ หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม กระดูกสันหลังโค้งหรืองอก เส้นประสาทถูกกดทับ ทำให้เกิดอาการปวดหรือชาบริเวณคอ ควรต้องระมัดระวัง เส้นประสาทที่ใกล้กระดูกคอเป็นเส้นประสาทหลักของแขนขา  หากกดทับเป็นระยะเวลานานแล้วไม่รักษา จะทำให้มีอาการปวดคอ แขนชา อาการอาจรุนแรงถึงขึ้นขาชา ตาพร่า แม้กระทั่งทำให้เกิดอัมพาตอาการแสดงเมื่อกระดูกคอมีปัญหา
       1. ปวดคอบ่าไหล่ ลามไปถึงศีรษะหรือแขน
       2. แขนไม่มีแรง นิ้วมือชา มือไม่มีแรงจับ บางครั้งมือปล่อยของตกโดยไม่รู้ตัว
       3. ขาไม่มีแรง จังหวะการเดินไม่มั่นคง ขาสองทั้งชา
       4. ผู้ที่อาการรุนแรงอาจมีอาการปัสสาวะเล็ด มีปัญหาสมรรถภาพทางเพศ อัมพาต
       5. ปวดศีรษะ คอบ่าไหล่และมือ  คอเคล็ด มีข้อจำกัดการเคลื่อนไหว
       6. เวียนศีรษะ ผู้ที่มีอาการรุนแรงอาจคลื่นไส้อาเจียน
       7. ผู้ป่วยบางรายที่โรคได้กระทบต่อระบบประสาทอัตโนมัติ อาจทำให้เกิดอาการ วิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ ตาฟาง ตาทั้งสองข้างบวม ผมแห้ง หูอื้อ หูตึง มีความไม่สมดุล หัวใจเต้นเร็วขึ้น บางรายอาจมีปัญหาท้องอืดหรือมีปัญหาการกลืน

หนทางป้องกัน - แก้ไข เด็กติด LINE

ล่าสุดพบว่า วัยรุ่นร้อยละ 51 ตื่นมาเล่นทันที อีกร้อยละ 35 เล่นก่อนนอนทุกวัน   เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วผู้ปกครองควรวางกติกาการเล่นให้กับเด็ก ทั้งกำหนดเวลาในการเล่น ไม่ให้มีการใช้โทรศัพท์ในช่วงเวลาไม่เหมาะสม
 
          อย่างไรก็ดี ขณะนี้สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ได้เปิดให้บริการปรึกษาแก่เด็กและผู้ปกครองที่มีบุตรหลานติดโทรศัพท์มือถือ หรือติดเกม โดยสามารถขอคำปรึกษาได้ที่  โทรศัพท์ หมายเลข 02-248-8990 หรือโทรสายด่วนสุขภาพจิต หมายเลข 1323 สำหรับ 24 ชั่วโมงให้บริการทั่วประเทศ

ข้อดีข้อเสียของการใช้ Line

 การเล่นไลน์นั้นมีทั้งผลดีและผลเสีย
 
  • ผลดี : อาจจะสร้างความสะดวกในการสื่อสาร สามารถส่งได้ทั้งภาพและเสียง อีกทั้งประหยัดไม่ต้องเสียค่าโทรศัพท์  
  • ผลเสีย : ในปัจจุบันเด็กและเยาวชนที่ยังไม่มีวุฒิภาวะ และผู้ปกครองไม่ชี้แนะ หรือควบคุมการใช้งานอย่างจริงจัง ก็จะส่งผลกระทบทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต
     
       โดยเฉพาะพฤติกรรมก้มหน้า สังคมก้มหน้า ซึ่งจะทำให้การสื่อสารแบบเผชิญหน้าลดน้องลง และอาจจะเป็นนิสัยที่ติดต่อต่อไป
        ในส่วนของผู้ใหญ่ก็มีผลกระทบเช่นกัน ซึ่งหากผู้ใช้อยู่ในโลกส่วนตัวมากเกินไป ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง หรือขาดความระมัดระวัง ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาอุบัติเหตุหรือจราจรเพิ่มขึ้น
          ขณะที่ นายแพทย์วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า แอพพลิเคชั่นไลน์ที่เด็กนิยมเล่นกันนั้น บางคนเล่นทุกวัน จนทำให้เด็กสูญเสียการใช้ชีวิตประจำวันที่ควรจะเป็น เช่นเรื่องสัมพันธภาพ การวางตัว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นพัฒนาการที่สำคัญของวัยรุ่น และการเล่นจนติดเป็นนิสัยนั้น จะทำให้เด็กมีพฤติกรรมที่แข็งกระด้าง
 

ปัญหาวัยรุ่นติดไลน์

    สธ. ห่วงวัยรุ่นติดไลน์ขั้นหนัก ชี้ทำพฤติกรรมแข็งกระด้าง หวั่นเป็นสังคมก้มหน้า พบร้อยละ 51 ตื่นนอนเล่นทันที
           นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ตนรู้สึกห่วงใยถึงพฤติกรรมคนไทยในการใช้โทรศัพท์มือถือในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะแอพพลิเคชั่นไลน์ (LINE) ที่นิยมใช้สื่อสารพูดคุยอย่างมาก
            ล่าสุดผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ 2555 พบว่า ในกลุ่มประชาชนอายุ 6 ปีขึ้นไป ใช้โทรศัพท์มือถือจำนวน 44 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 70 ของประชากรทั้งหมด และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในเขต กทม. โดยผลสำรวจระบุว่า
           เขต กทม. มีการใช้มากที่สุดถึงร้อยละ 84
           ภาคกลางร้อยละ 75
           ภาคเหนือร้อยละ 68
           ภาคใต้ร้อยละ 67
           ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 64

ข้อดี

ข้อดีหลาย ๆ อย่างที่เทคโนโลยีได้ช่วยเรามากขึ้น จากการทำธุรกิจ การเรียน การศึกษา การแบ่งปัน การป้องกัน การหาความรู้ ถูกส่งต่ออย่างรวดเร็ว เพียงปลายนิ้ว "จิ้ม" หรือ "คลิก" หากเราใช้อย่างมีประโยชน์มันก็เป็นสิ่งที่ดี และเพิ่มพูนความรู้รอบตัวให้แก่เรา ยกตัวอย่างเช่น นักธุรกิจทำรายได้มหาศาลจากการขายของผ่านอินเตอร์เน็ต , ตำรวจจับคนร้ายได้อย่างง่ายดายด้วย FB , นักศึกษาส่งงานผ่าน FB,Email โดยไม่ต้องเสียเวลาหรือกระดาษปริ้นผิดปริ้นถูกก่อนส่ง , ประชาชนรู้เท่าถึงการณ์ในเหตุการณ์ต่าง ๆ เร็วยิ่งกว่า Real-Time    ฯลฯ

ผลกระทบ

       1)  มีผลทำให้เราใจร้อน คาดหวังผลเร็วขึ้น อารมณ์หงุดหงิดง่าย 
              แต่เดิมในยุคที่เราสื่อสารด้วยการ ส่งจดหมายติดแสตมป์ต้องใช้เวลาเป็นหลักวัน กว่าที่จะสื่อสารกันได้หากว่าเป็นข้ามทวีปด้วยแล้วเป็นหลักสัปดาห์ทีเดียว
               แต่ปัจจุบันส่งอีเมลข้ามทวีปไปแล้วหากมองนาฬิกาแล้วคิดว่า อีกฝ่ายน่าจะต้องตื่นแล้ว และไม่ตอบมาในทันที อีกฝ่ายก็รู้สึกขุ่นมัวแล้วว่าอีกฝ่ายหายไปไหน ทำไมไม่ตอบ เพราะมีสมมุติฐานเบื้องต้นว่า โลกหมุนเร็วแล้วทุกคนต้องเร็วเท่ากัน พอเกิดความคาดหวังแล้วไม่สมหวัง ก็เกิดอารมณ์ขุ่นมัว และบ่อย ๆ ครั้งก็ไม่รู้ว่า นั่นคือการเกิดโทสะขึ้นมาแล้ว เก็บความคับข้องใจกลายเป็นอารมณ์ต่อไปอีก

          2) ขาดสติ ขาดความรู้ตัวทั่วพร้อม จนอาจจะก่อเกิดอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น 
              นอกเหนือไปจากนี้ การที่สังคมเราเป็น “สังคมก้มหน้า” ใจลอย จิตไปจดจ่ออยู่กับเนื้อหา “คอนเทนต์” บนหน้าจอสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต จนไม่เหลือปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก ทั้ง ๆ ที่บางทีอยู่ในภาวะที่จำเป็นต้องระมัดระวังตัว เช่น การข้ามถนน หรือขับรถอยู่บนทางด่วน นั้นเป็นสิ่งที่สะท้อนจิตใจแบบใด “ความรู้ตัวทั่วพร้อม” ยังอยู่ครบดีหรือไม่ หรือว่าจิตใจเราลอยไปอยู่กับสิ่งอื่นและไม่สามารถที่จะควบคุมด้วยตนเองได้อีกต่อไปแล้ว 


          แน่นอนว่าเทคโนโลยีต่าง ๆ มีคุณูปการต่อการผลักดันโลกไปข้างหน้า แต่การใช้และปล่อยให้ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ แอพพลิเคชั่น ต่าง ๆ มามีอิทธิพลเหนือ “ฮิวแมนแวร์” หรือมนุษย์ผู้มีศักยภาพในการควบคุมจิตใจตนและใช้จิตใจอันหนักแน่นและมีทิศทางของตนในการใช้ประโยชน์สิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวมา ที่สุดแล้วเราก็กลายเป็นเพียงทาสของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่เพื่อนมนุษย์เราผลิตขึ้นมา แทนที่เราจะเป็นนาย เราจะกลายเป็นบ่าวไปสมบูรณ์แบบ

สังคมก้มหน้าคืออะไร

 เพราะปัจจุบันนี้ ยุคที่คนเรามีสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตกันอย่างน้อยคนละ 1 เครื่อง หรืออาจมากกว่า 1 เครื่อง ทำให้ คนเราไม่ค่อยใส่ใจคนรอบข้าง หรือแม้แต่ใจลอยเพราะว่าถูกสิ่งเร้าจากเนื้อหาในจอสมาร์ทโฟน หรือว่าแท็บเล็ต จนลืมรอบข้าง
 
              ที่น่ากลัวคือ แม้แต่เวลาข้ามถนนหรืออยู่กลางถนน ก็ยังจ้องมองไปที่จอภาพ มากกว่าที่จะระมัดระวังตัวจากภยันตรายรอบข้าง บางทีได้รับสัญญาณก็ไม่รับรู้ เพราะ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ปฏิสัมพันธ์ที่อยู่บนโลกไซเบอร์ ไม่ใช่ปฏิสัมพันธ์กับโลกแห่งความเป็นจริง หรือไม่ได้อยู่กับสติ เป็นปราการด่านสำคัญในการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัวสักเท่าไหร่แล้ว

เทคนิค

การถ่ายสต็อปโมชันมีเทคนิคทำได้หลากหลาย เช่น
  • เคลย์แอนิเมชัน (Clay animation เรียกย่อ ๆ ว่า เคลย์เมชัน / claymation)
คือแอนิเมชันที่ใช้หุ่นซึ่งทำจากดินเหนียว ขี้ผึ้ง หรือวัสดุใกล้เคียง โดยใส่โครงลวดไว้ข้างในเพื่อให้ดัดท่าทางได้
  • คัตเอาต์แอนิเมชัน (Cutout animation)
สมัยก่อนแอนิเมชันแบบนี้ทำโดยใช้วัสดุ 2 มิติ (เช่น กระดาษ, ผ้า) ตัดเป็นรูปต่างๆ และนำมาขยับเพื่อถ่ายเก็บไว้ทีละเฟรม แต่ปัจจุบันใช้วิธีวาดหรือสแกนภาพเข้าไปขยับในคอมพิวเตอร์ได้เลย
  • กราฟิกแอนิเมชัน (Graphic animation)
เป็นอีกเทคนิคที่น่าสนใจไม่เบา เกิดจากการนำกล้องมาถ่ายภาพนิ่งต่าง ๆ ที่เราเลือกไว้ (จะเป็นภาพจากนิตยสาร หนังสือพิมพ์ ฯลฯ ก็ได้) ทีละภาพ ทีละเฟรม แล้วนำมาตัดต่อเข้าด้วยกันเหมือนเทคนิคคอลลาจ (collage – ปะติด) โดยอาจใช้เทคนิคแแอนิเมชันแบบอื่นมาประกอบด้วยก็ได้
  • โมเดลแอนิเมชัน (Model animation)
คือการทำตัวละครโมเดลขึ้นมาขยับ แล้วซ้อนภาพเข้ากับฉากที่มีคนแสดงจริงและฉากหลังเหมือนจริง
  • แอนิเมชันที่เล่นกับวัตถุอื่นๆ (Object animation)
ไม่ว่าจะเป็นของเล่น หุ่น ตุ๊กตา ตัวต่อเลโก้ ฯลฯ อะไรก็ตามที่ไม่ใช่วัสดุซึ่งดัดแปลงรูปร่างหน้าตาได้แบบดินเหนียว
  • พิกซิลเลชัน (Pixilation)
เป็นสต็อปโมชันที่ใช้คนจริง ๆ มาขยับท่าทางทีละนิดแล้วถ่ายไว้ทีละเฟรม เทคนิคนี้เหมาะมากถ้าเราทำแอนิเมชันที่มีหุ่นแสดงร่วมกับคน และอยากให้ทั้ง หุ่นทั้งคนดูเคลื่อนไหวคล้ายคลึงกัน หรือที่อยากได้อารมณ์กระตุกๆ

ความหมายของStop Motion


  การถ่ายสต็อปโมชัน (อังกฤษstop motion) เป็นแอนิเมชันที่ผู้ทำแอนิเมชันต้องสร้างส่วนประกอบต่าง ๆ ของภาพขึ้นด้วยวิธีอื่น นอกเหนือจากการวาดบนแผ่นกระดาษ หรือแผ่นเซล และยังต้องยอมเมื่อยมือ ขยับรูปร่างท่าทางของส่วนประกอบเหล่านั้นทีละนิด ๆ แล้วใช้กล้องถ่ายไว้ทีละเฟรม ๆ

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ทำวีดีโอแนวๆ สไตล์ Stop motion

ทำวีดีโอแนวๆ 

สไตล์  Stop Motion


         ขออธิบายอธิบายวิธีตัดต่อวีดีโอแนว stop motion ปกติแล้วมันคือการเอารูปภาพมาต่อกันให้เป็นภาพเคลื่อนไหวครับ โดยต้องมีการจัดแสงและตำแหน่งของวัตถุ เพื่อให้ภาพออกมาสวยครับ ซึ่งในแต่ละขั้นตอนต้องใช้ความอดทนและความประณีตมากครับ  แต่วันนี้ผมจะสอนวิธีทำแบบบ้านๆครับสำหรับคนที่มีวีดีโอแต่อยากตัดต่อวีดีโอของตัวเองให้เป็นแนว stop motion เพื่อที่จะได้เพิ่มสีสันในงานตัดต่อวีดีโอของเราครับ ผมจะแนะนำวิธีการทำไปทีละข้อครับ ไปติดตามชมกันได้แล้วครับ

          1. นำวีดีโอที่ต้องการทำ ใส่ลงไปใน Video Track โดยวีดีโอควรมีความอย่างน้อยซัก 25 วินาทีครับ เพื่อที่เราจะได้ภาพในการทำมากขึ้นครับ
           2. เลือกช่วงของวีดีโอที่จะทำการตัดต่อให้เป็นแนว stop motion โดยการกด m เพื่อใส่ Mark และทำการเลือกช่วงที่จะ render
             3. ทำการ render ไฟล์เป็นแบบรูปภาพครับ เค้าเรียกว่า Image Sequence ครับ อธิบายแบบบ้านหมายถึง กระบวนการของโปรแกรมตัดต่อวีดีโอ ที่จะดึงภาพออกมาจากวีดีโอ เราสามารถเลือกนามสกุลของรูปภาพได้ครับ ไม่ว่าจะเป็น JPEG, BMP, PNG, TIFF ผมขอเลือกเป็นแบบ JPEG ครับ เพราะภาพมีความคมชัดใช้ได้และมีขนาดไม่ใหญ่เกินไปครับ อ้อ..อย่าลืมสร้างโฟลเดอร์ไว้เก็บภาพเหล่านี้ด้วยนะครับ เพราะมันจะมีภาพหลายร้อยภาพเกิดขึ้นครับ ไม่งั้นจะปวดหัวภายหลังครับ
             **  อันนี้ขอนอกเรื่องนิดหน่อยครับ ในกรณีที่เรามี Image Sequence แล้วเราต้องการทำภาพเหล่านั้นให้กลายเป็นวีดีโอ เรามีวิธีทำง่ายๆดังนี้ครับ ให้เราเลือก open media จากโปรแกรม ในช่องเลือกไฟล์ด้านล่างจะมีคำว่า open still image sequence ให้เราติ๊กถูกที่ช่องนี้ด้วยครับ ไปดูภาพกันดีกว่าครับ เดี๋ยวจะงงกันไปซะก่อน
                4. ขั้นตอนตัดต่อวีดีโอขั้นต่อไป ต้องใช้แรงอึดกันซักนิดครับ ให้เราเลือกภาพที่ห่างกัน 20 ภาพ หมายความว่า ภาพแรก 1_000000 ภาพที่จะเลือกต่อไปควรจะเป็น 1_000020 ครับ เลือกไปจนถึงภาพลำดับสุดท้ายครับ แล้วทำการ copy เพื่อเก็บในโฟลเดอร์ใหม่ครับ
                จากการทดลองของผม ภาพที่ควรนำมามาทำ stop motion ควรจะมีระยะห่างกันประมาณ 20 ภาพครับ ถ้าน้อยกว่านี้ ภาพจะดูต่อเนื่องเกินไปครับ และถ้ามากกว่านี้ จะได้ภาพที่เอาไว้ใช้น้อยครับ
                5. นำภาพที่เราเลือกเอาไว้แล้วทั้ง 35 ภาพใส่เข้าไปในโปรแกรมครับ
                6. ปรับการตั้งค่าของ Sony Vegas Pro 10 ครับ โดยให้แต่ละรูปภาพที่วางลงบน Video Track ให้มีความยาวเพียง 0.1 วินาทีครับ เพื่อให้การแสดงในแต่ละภาพไม่ยาวนานเกินไป
                7. จากนั้นให้เลือกภาพทั้งหมด 35 ภาพ อาจจะกด Ctrl และ a พร้อมกัน แล้วลากลงไปวางใน Video Track ด้านล่าง แค่นี้ก็สำเร็จแล้วครับ
                8. ทำการ render ให้เป็นไฟล์วีดีโอออกมา (ดูวิธีการ render ได้ที่ Episode III ตัดต่อวีดีโอง่ายๆด้วย Sony Vegas 10 เพียง 5 กระบวนท่า)